Case study ศิลปะสำหรับเด็กปฐมวัย

วันพุธที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2567

การใช้แบบทดสอบ (Test)

การใช้แบบทดสอบ (Test) คือ การตรวจสอบว่า เด็กเกิดการเรียนรู้พร้อมที่จะเรียนในขั้นต่อไป ซึ่งเด็กจะต้องแสดงพฤติกรรม / ปฏิกิริยาอย่างใดอย่างหนึ่งที่ครูสามารถสังเกตเห็นได้ เช่นสามารถตอบคำถามของครูได้ สามารถทำตามคำสั่งได้ถูกต้อง (วรรณวดี ม้าลำพอง, 2525)

การใช้แบบทดสอบเพื่อประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย

เป็นวิธีการที่ต้องระมัดระวัง เพราะแบบทดสอบมีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงทัศนคติ การรับรู้ของครูและเด็กที่มีต่อตัวเอง

ผู้ทดสอบควรตระหนักถึงจุดมุ่งหมายหรือจุดประสงค์ของการสอบว่ามีขึ้นเพื่ออะไร

การใช้แบบทดสอบเพื่อประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย

-สมาคมการอนุบาลศึกษาแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา(NAEYC,1988) กล่าวถึง วัตถุประสงค์ของการสอบว่า มีขึ้นเพื่อปรับปรุงการเรียนการสอนสำหรับเด็ก และเพื่อตรวจสอบว่าเด็กได้รับผลดีจากการจัดประสบการณ์ทางการศึกษา

ประเภทของแบบทดสอบ แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ

- แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น (Teacher-made) เพื่อมุ่งวัดผลการเรียนการสอน โดยยึดเนื้อหาและจุดมุ่งหมายเป็นหลักในการสร้างแบบทดสอบ

-แบบทดสอบมาตรฐาน (Standard test) สร้างขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านพัฒนาการและผู้เชี่ยวชาญแบบทดสอบโดยเฉพาะ ยึดเนื้อหาและจุดมุ่งหมายของหลักสูตรที่เป็นแกนร่วมของทุกโรงเรียนในประเทศ

*ดวงเดือน ศาสตรภัทร (อ้างถึงใน นภเนตร ธรรมบวร, 2540)

การสร้างแบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น

-กำหนดจุดมุ่งหมายว่าจะสร้างแบบทดสอบเพื่อวัดพัฒนาการและความพร้อมด้านใด

-ศึกษาทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการด้านที่ต้องการวัดและประเมิน

-เขียนนิยามปฏิบัติการพัฒนาการด้านที่ต้องการวัดและประเมิน

-สร้างแบบทดสอบ

* (ดวงเดือน ศาสตรภัทร, 2537)

ตัวอย่างการเขียนนิยามปฏิบัติการของพัฒนาการ

- (สมมติว่า...) พัฒนาการด้านสติปัญญา หมายถึง ความสามารถด้านภาษานิยามปฏิบัติการ จะต้องอธิบายต่อว่าความสามารถด้านภาษา หมายถึง ความสามารถด้านการฟังคำสั่งแล้วเข้าใจ ตลอดจนทำตามได้ บอกคำตรงข้าม และความหมายที่ใกล้เคียงกันได้ ตอบคำถามอะไรเอ่ยได้ เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างข้อคำถามต่อไป

ประเภทของแบบทดสอบแบบทดสอบมาตรฐานที่มักใช้ในการศึกษาเด็ก

แบบทดสอบเชาว์ปัญญา

แบบทดสอบความพร้อม

แบบทดสอบที่ใช้คัดเลือกเด็กที่ต้องการการช่วยเหลือเป็นพิเศษ

แบบทดสอบวัดความรู้ขั้นพัฒนาการ

 

 

ประเภทของแบบทดสอบ

-การทดสอบทางวาจา

-การทดสอบโดยการใช้แบบทดสอบ(ข้อเขียน)

-การทดสอบโดยการปฏิบัติ

*วรรณวดี ม้าลำพอง (2525)

-การทดสอบทางวาจา ( Oral Test ) เป็นการทดสอบแบบปากเปล่าต้องใช้ภาษาสื่อสารเป็นสำคัญ

ตัวอย่างแบบทดสอบทางวาจา

-ทดสอบปากเปล่าจากคำถามที่ครูเตรียมให้ วัดทักษะพื้นฐานภาษาไทย พฤติกรรมการพูด เล่าเรื่องที่กระทำ หรือพบเห็นได้อนุบาล 2 อายุ 4-5 ปี 



-การทดสอบโดยการใช้แบบทดสอบ( Paper-Pencil Test ) เป็นการสอบที่ต้องขีดเขียน ใช้กระดาษ ดินสอหรือ ปากกาเป็นเครื่องมือสำคัญ

ตัวอย่างแบบทดสอบแบบวาดภาพเป็นคำตอบ

-ทดสอบโดยการวาดภาพวัดทักษะพื้นฐานภาษาไทยพฤติกรรมการจับใจความจากเรื่องที่เล่า โดยการเขียนภาพตามจินตนาการ (อนุบาล 3 อายุ 5-6 ปี)


ตัวอย่างแบบทดสอบแบบเลือกตอบหลายตัวเลือก

-ทดสอบเลือกคำตอบวัดทักษะพื้นฐานคณิตศาสตร์ พฤติกรรมการรู้จักค่าตัวเลขกลุ่มใดมีจำนวนเท่ากัน น้อยกว่า มากกว่า (อนุบาล 1 อายุ 3-4 ปี)



ประเภทของแบบทดสอบ

-การทดสอบโดยการปฏิบัติ (Performance Test) ต้องลงมือกระทำ ครูเป็นผู้สังเกตกระบวนการที่เด็กกระทำว่าถูกต้องหรือไม่ ผลงานเป็นอย่างไรแล้วพิจารณาให้คะแนน โดยประเมินผลตามพัฒนาการของเด็ก

ตัวอย่างแบบทดสอบโดยการปฏิบัติจริง



เกณฑ์การเลือกแบบทดสอบ

1.ความจำเป็นของการทดสอบจุดประสงค์หรือจุดมุ่งหมายในการทดสอบ เช่น

-เพื่อจัดเด็กเข้ากลุ่มตามความเหมาะสม

-ต้องการทราบความก้าวหน้าของการเรียน

2.ลักษณะของข้อมูลที่ต้องการเพื่อเลือกแบบทดสอบที่เหมาะสมควรวิเคราะห์จุดดีและจุดด้อยเพื่อสื่อความหมายและตีความผลสอบให้ผู้เกี่ยวข้องทราบอย่างระมัดระวัง

3. ความเชื่อถือได้ และความเที่ยงตรงของแบบทดสอบ

- ความเที่ยงตรงตามเนื้อหา

- ความเที่ยงตรงตามเกณฑ์

- ความเที่ยงตรงตามโครงสร้าง(ตามคุณลักษณะหรือโครงสร้างทางทฤษฎี

4. ความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก

-ความเหมาะสมของรูปภาพ

-คำถามสอดคล้องกับประสบการณ์

-คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล

5. ความเหมาะสมและความสะดวกที่จะนำไปใช้

-ปริมาณเวลาดำเนินการสอบ

-วิธีการให้คะแนน การตีความ และวิธีการสร้างแบบทดสอบ

ข้อพึงตระหนักในการใช้แบบทดสอบกับเด็กปฐมวัย

1.จุดประสงค์ของการใช้แบบทดสอบ

  - วัดอะไร? ครูควรมีความรู้ความเข้าใจแบบทดสอบเป็นอย่างดี

2. ความเชื่อถือได้ และความเที่ยงตรงของแบบทดสอบ

-ออกแบบโดยผู้มีความรู้ลึกซึ้งเกี่ยวกับพัฒนาการ ความต้องการและความสนใจของเด็ก ตระหนักว่าการนั่งทำข้อสอบนั้นขัดต่อธรรมชาติของเด็ก

3. ต้องไม่ใช้แบบทดสอบเพียงอย่างเดียวในการประเมินพัฒนาการเด็ก

4. ตระหนักว่าแบบทดสอบอย่างเดียวใช้ประเมินพัฒนาการ หรือนำมากำหนดวัตถุประสงค์ในชั้นเรียนไม่ได้

   - พฤติกรรมเด็กเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

   - เด็กไม่สามารถสื่อสารสิ่งที่คิดและเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่

   - ความกังวล

   - ระยะเวลาสอบ

   - ไม่คุ้นกับสถานที่

5.ครูและผู้บริหาร ต้องให้ความรู้ผู้ปกครองเกี่ยวกับการสอบและการตีความผลของการสอบ


การทำสังคมมิติ (Sociogram)

 การทำสังคมมิติ (Sociogram) คือ เครื่องมือประเมินความสัมพันธ์ในกลุ่มและความสัมพันธ์ทางสังคมของเด็กปฐมวัยแสดงรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในกลุ่ม สะท้อนโครงสร้างของสังคมในห้องเรียน ทำให้ครูทราบบทบาทของเด็กแต่ละคนในชั้นเรียนของตน เพื่อนมีความรู้สึกอย่างไรต่อเขา ใครเด่นที่สุด ใครชอบแยกตัวเล่นคนเดียว เด็กคู่ใดที่ต่างคนต่างชอบเล่นด้วยกัน ควรทำอย่างสม่ำเสมอ ข้อมูลอาจเปลี่ยนตามกิจกรรมและเวลา

เครื่องมือสังคมมิติ นิยมใช้ 2 วิธี คือ การทายลักษณะ และ การสร้างภาพทางสังคม

-การทายลักษณะใครเอ่ย.......? ใครเอ่ย หวงของเล่น? ใครเอ่ย ช่วยเพื่อนเก็บของเสมอ

-การสร้างภาพทางสังคมถ้า ....... หนูจะ .......... ? ถ้าหนูเลือกเพื่อนที่จะมานั่งข้างๆได้ หนูจะเลือกใคร

การเขียนแผนผังความสัมพันธ์

-เขียนเลขที่นักเรียนที่ได้รับเลือกมากที่สุดไว้ตรงกลางแผนผังโดยใช้สัญลักษณ์

-เขียนเลขที่นักเรียนที่ไม่ได้รับเลือกเลย หรือได้รับเลือกน้อยครั้งไว้รอบนอกแผนผัง

-ใช้ลูกศรแสดงทิศทางของการเลือก

-ควรทับกันให้น้อยที่สุด จึงต้องร่างแผนผังก่อน


แหล่งที่มา: https://www.google.com/url?sa=i&url=https%3A%2F%2Fwww.kruachieve.com%2F%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B7%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A7%2F%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25B4-%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2584%25E0%25B9%2583%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25A8%25E0%25B8%25B6%2F&psig=AOvVaw2kAevbCGkQ-5Otczr5IPx5&ust=1733324167369000&source=images&cd=vfe&opi=89978449&ved=0CBQQjRxqFwoTCKD894jui4oDFQAAAAAdAAAAABAE

 

การเขียนบันทึก(Journal)

 การเขียนบันทึก(Journal) คือ เป็นการบันทึกประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนอาจเน้นเฉพาะเด็กที่ศึกษาหรือเฉพาะศูนย์การเรียนหนึ่งๆ บันทึกความรู้สึก ความคิดเห็นได้ เป็นการสะท้อนความคิด วิเคราะห์เหตุการณ์ การกระทำต่างๆ ของตนเอง

การเขียนบันทึกของครู คือ เป็นกระบวนการสะท้อนกลับข้อมูลและเขียนบันทึก(มีประสิทธิผลกว่าการเขียนบรรยายสิ่งที่เกิดขึ้น) เริ่มต้นเขียนโดยคิดว่า วันนี้มีอะไรสำคัญบ้าง เขียนบันทึกไว้

ประเด็นในการสะท้อนตนเอง

-พอใจการสอนครั้งนี้หรือไม่ พอใจ

-ไม่พอใจอะไรสิ่งที่ดีอยู่แล้ว-สิ่งที่ควรแก้ไข วิธีแก้ไข

- การสอนที่เกิดขึ้นต่างจากแผนที่วางไว้หรือไม่ เพราะอะไร

- เด็กได้ - ไม่ได้ประสบการณ์..... ที่ครูตั้งใจจัดให้เหตุผลสนับสนุนข้อสรุปนี้

ตัวอย่างการทำบันทึกของครู

1. ดิฉันได้จัดอุปกรณ์สำหรับมุมช่างให้เด็กในแต่ละวันมาตลอด แต่ดิฉันอยากจะหาวิธีการที่จะทำงานของเด็กในรูปแบบการสอนแบบโครงการและแล้วดิฉันก็ได้เห็นความสนใจเบื้องต้นของเด็กซึ่งนั่นก็คือ การสำรวจถึงวิธีการทำงานของเครื่องมือต่างๆ / .....

..... / 4. ดิฉันได้นำงานที่มีรูปร่างใหม่ๆ และเครื่องมือที่แตกต่างจากเดิมมาเพิ่ม ทุกครั้งที่ทำเช่นนี้ เด็กๆ จะเข้ามาสำรวจอุปกรณ์ใหม่ก่อนที่จะรวมเข้ากับอุปกรณ์ที่เขาคุ้นเคยเมื่อถึงจุดหนึ่ง ดิฉันได้นำสีมาให้พวกเขา ซึ่งทำให้พวกเขามองกิจกรรมนี้ต่างไปจากเดิม พวกเขาเริ่มสนใจที่จะตั้งชื่อชิ้นงานที่ทำขึ้น / ......



7. เด็กๆ เรียนรู้ว่าพวกเขาสามารถสอนเพื่อนๆ ถึงวิธีการใช้เครื่องมือ ตอบคำถามเพื่อนคนอื่นๆ และการแบ่งปันเครื่องมือ อุปกรณ์ ดิฉันแปลกใจในขณะที่เฝ้าดูเด็กๆ ทำสิ่งเหล่านี้ เพราะดิฉันไม่เคยมีความคิดว่าเด็กๆ จะสามารถทำสิ่งต่างๆ



8.ส่วนใหญ่แล้ว ดิฉันจะเล่นบทบาทเป็นผู้จัดการโปรแกรม ผู้นำกองเชียร์และสังเกตการณ์เสมอ ดิฉันได้ค้นพบว่าเด็กๆ เรียนรู้โดยมีอุปกรณ์ การมีโอกาสสำรวจและการตั้งคำถาม การตอบคำถามจากความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของเขาเองเวลานี้ดิฉันเข้าใจแล้วว่า บทบาทของดิฉันก็คือการจัดเตรียมโอกาสสำหรับเด็กๆ ที่จะได้เรียนรู้ด้วยตัวเขาเอง

*จากงานวิจัยของคุณครูเอสเตอร์

ข้อดีของการเขียนบันทึก

- ช่วยให้ครูมีโอกาสสะท้อนความคิดและวิเคราะห์การสอนของตน

- ช่วยให้ครูทราบและรับรู้เรื่องราวของเด็กเป็นรายบุคคล ครูเข้าใจเด็กมากขึ้น

- ทราบถึงรายละเอียดและเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นให้ห้องเรียนของตน

ข้อจำกัดของการเขียนบันทึก คือ ครูต้องใช้เวลาพอสมควรในการจดบันทึกเหตุการณ์ต่าง ๆที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนของตน


การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ/ มาตราส่วนประมาณค่า/ แบบสำรวจรายการ(Checklists)

การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ/ มาตราส่วนประมาณค่า/ แบบสำรวจรายการ(Checklists)

การใช้แบบประเมินพัฒนาการ

- ตั้งวัตถุประสงค์ ต้องการศึกษาอะไร

- สร้างแบบสำรวจรายการ โดยใช้ทฤษฎีพัฒนาการเป็นหลัก

- ควรใช้ควบคู่กับแบบสังเกตพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ

ตัวอย่างการใช้แบบสำรวจรายการตัวอย่างแบบประเมินพัฒนาการด้านร่างกายสาหรับเด็กวัย 3-4 ปี

ชื่อนักเรียน……................................ วันเดือนปีเกิด…....................อายุ………ปี………เดือน.....

รายการประเมินพัฒนาการทางด้านร่างกายที่สังเกตเห็นเด็กแสดงพฤติกรรมนั้น โดยมีเกณฑ์การให้คะแนนดังนี้

                  4 หมายถึง ดี

                  3 หมายถึง ปานกลาง

                  2 หมายถึง ควรปรับปรุง

ตัวอย่างการใช้แบบสำรวจรายการ 



ข้อดีของการใช้ Checklists

- ประหยัดเวลา บันทึกข้อมูลรวดเร็ว

- ยืดหยุ่นได้ สะดวกต่อการทบทวน วิเคราะห์และตีความข้อมูล

- สามารถทำอย่างต่อเนื่อง ไม่จำเป็นต้องเสร็จทันที

- ไม่ซับซ้อน ง่ายต่อการฝึกบุคลากร

- สามารถติดตามความก้าวหน้า-พัฒนาการได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง

 

 

ข้อจำกัดของการใช้ Checklists

- ประเมินได้ในวงพฤติกรรมที่จำกัด

- ต้องทบทวน สะท้อนความคิด

- วิเคราะห์และตีความข้อมูลอย่างระมัดระวัง

- ไม่สามารถประเมินพฤติกรรมที่ซับซ้อนได้


การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก (Anecdotes)

 การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก (Anecdotes) คือ เป็นการเขียนเรื่องราวสั้นๆ เกี่ยวกับตัวเด็กจากเหตุการณ์ที่มีความหมายต่อครูและเด็กครูอาจสังเกตจนกระทั่งเหตุการณ์ผ่านพ้นไปจึงบันทึก หรือจดบันทึกย่อๆ ขณะสังเกต การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็กช่วยให้ครูพัฒนาทักษะการเขียนเรียนรู้เกี่ยวกับตนเองพัฒนาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้ของเด็กได้ดีขึ้น และ มีความเข้าใจ เห็นภาพพจน์เด็กที่ตนสอนมากขึ้น

ตัวอย่างการเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก

ต้นข้าว: แม่เด็ดใบบัวให้ต้นข้าวด้วยนะ เอาใบใหญ่มาก ๆ เลย

แม่: เอากี่ใบลูก

ต้นข้าว: สามใบ เยอะ ๆ เลย

แม่: เอาไปทำอะไรน่ะลูก

ต้นข้าว: ต้นข้าวจะเอาไปทำร่มให้พ่อ ให้แม่ แม่เอาไหมแล้วนี่ของต้นข้าวใบเล็กๆ.... นั่น ฝนตกลงมาแล้วแม่ใช้ร่มสิ ใช้ร่มสิ


การประเมิน สรุป และให้ข้อเสนอแนะบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก บันทึกคำพูด

1. ความจำกัดทางด้านจำนวนคำศัพท์ การออกเสียงต่างๆปัญหาในการออกเสียง การเสนอแนวทางแก้ไข

2. ความสามารถในการถ่ายทอดเรื่องราวที่ได้พบเห็น

3. การบรรยายความรู้สึกที่มีต่อสิ่งต่างๆ และบุคคลต่างๆเช่น ความรู้สึก รัก ชอบ โกรธ เกลียดภาคภูมิใจ

4. ความรู้ ความเข้าใจ ความสนใจ และ ความประทับใจในบทเรียนหรือเรื่องราวต่างๆ


การสัมภาษณ์ (Interview)

การสัมภาษณ์ (Interview) คือ เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอน อาจเกิดขึ้นระหว่างครู-เด็ก ครู-ผู้ปกครอง จะได้ผลดีถ้ามีความคุ้นเคยกัน มีประโยชน์ในการทำความเข้าใจ เด็กแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ 1. การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง 2. การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างหรือไม่เป็นทางการ 3. การสัมภาษณ์แบบกึ่งมีโครงสร้าง- เหมาะกับผู้เริ่มต้นยังไม่มีความชำนาญ

ตัวอย่างแบบสัมภาษณ์ แบบมีโครงสร้าง

ชื่อ. ด.ช. / ด.ญ. ..............................อายุ............. ปี..........เดือน........

ผู้สัมภาษณ์ .............................วันที่สัมภาษณ์.................. ครั้งที่ .......

พฤติกรรมที่ต้องการสัมภาษณ์ ..........................................................

                     คำถาม                                                        คำตอบ

1. หนูกลัวสิ่งใด / อะไรมากที่สุด                                               .................

2. เวลาที่หนูอยากได้ของเล่นแล้วคุณแม่ไม่ซื้อให้ หนูรู้สึกอย่างไร          ................

3. เวลาที่หนูเห็นขอทาน หนูรู้สึกอย่างไร ถ้ามีเงินจะให้ขอทานไหม       .................

หลักทั่วไปในการสัมภาษณ์

1. กำหนดจุดมุ่งหมาย วางแผนการสัมภาษณ์เรื่องอะไร? สัมภาษณ์ใคร? ต้องการทราบพัฒนาการด้านใด?

2. เตรียมตัว-เครื่องมือ-รูปแบบคำถาม-สถานที่

3. ในขั้นสัมภาษณ์ เป็นผู้ฟังที่ดี

4. ยุติการสัมภาษณ์อย่างเหมาะสม

ข้อจำกัด / ข้อควรระวังของการสัมภาษณ์

1. ใช้คำถามตรงจุดมุ่งหมาย ไม่ยากเกินไป

2. ให้เวลาในการตอบคำถามเพียงพอ

3. การสร้างความไว้วางใจ คุ้นเคยใช้ภาษาเหมาะสมกับวัยเด็ก

4. การตีความ-วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้ ต้องใช้ร่วมกับข้อมูลที่ได้จากการประเมินแบบอื่นๆ 

การสังเกตพฤติกรรมเด็ก (Observation)

 การสังเกตพฤติกรรมเด็ก (Observation) คือ การสังเกตพฤติกรรมเด็ก (Observation) เป็นการฟัง และการเฝ้าดูพฤติกรรมที่เด็กแสดงออกตามธรรมชาติเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมของเด็ก และเพื่อประเมินพัฒนาการเด็ก

การสังเกตที่ดีควรมี

- จุดมุ่งหมาย

- มีแบบสังเกต

- กฎเกณฑ์การให้คะแนนพฤติกรรม

- มีการจดบันทึกข้อมูลเป็นหลักฐานสามารถนำมาประเมินได้

หลักทั่วไปในการสังเกตพฤติกรรมเด็ก

1. กำหนดจุดมุ่งหมายและวางแผนการสังเกต

2. เตรียมตัว เตรียมเครื่องมือ แบบสังเกต

3. ควรสังเกตครั้งละ 1 คน โดยสังเกตและพักสลับช่วงเวลา

4. จดพฤติกรรมที่ตามองเห็นเท่านั้นถ้าต้องการแปล ตีความ ควรแยกเอาไว้

การตั้งจุดมุ่งหมายในการสังเกตพฤติกรรมเด็ก

1. เพื่อประเมินความสามารถของเด็กค้นหาว่าเด็กมีความสามารถด้านใด และส่งเสริมพัฒนาการทุกด้าน

2. เพื่อวางแผนส่งเสริมพัฒนาการเด็กแต่ละคนจากข้อมูลที่ได้

3. เพื่อตรวจสอบความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง

4. เพื่อศึกษาพัฒนาการด้านใดด้านหนึ่งให้ละเอียดมากขึ้น

5. เพื่อนำมาใช้เป็นข้อมูลในการแก้ปัญหา

6. เพื่อใช้เป็นข้อมูลรายงานผู้ปกครอง ผู้เกี่ยวข้อง

7. เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลใส่แฟ้มประวัติสำหรับแนะแนว ส่งต่อให้ชั้นเรียนที่สูงขึ้น

วิธีการสังเกตพฤติกรรมเด็กการสังเกตอย่างมีระบบ สามารถแบ่งออกเป็น2 ประเภทโดยใช้เกณฑ์ คือ

1. เกณฑ์ระบบ คือ การสังเกตแบบธรรมชาติ และ การสังเกตแบบมีโครงสร้าง

2. เกณฑ์บุคคล คือ การสังเกตโดยผู้สังเกตเข้าร่วม หรือไม่เข้าร่วมอยู่ในหมู่เด็ก

ตัวอย่างแบบบันทึกการสังเกต

-ชื่อ (เพศ) ด.ช./ ด.ญ. ...........................อายุ ............ ปี ............เดือน.............

-วัน/เดือน/ปี ........................ช่วงเวลาที่ทาการสังเกต................ครั้งที่ .............

-สถานที่ ........................................................................................

-พฤติกรรมที่ต้องการสังเกต (ระบุ) ...............................................

-แหล่งที่มา: https://www.google.com/url?sa=i&url=https%3A%2F%2Fauthenticassessment1.blogspot.com%2F2019%2F02%2Fblog-post.html&psig=AOvVaw0eRrNUmQhax6RubxYnks1H&ust=1733318548631000&source=images&cd=vfe&opi=89978449&ved=0CBQQjRxqFwoTCJDltPbYi4oDFQAAAAAdAAAAABAW

องค์ประกอบของการบันทึกการสังเกตพฤติกรรมเด็กแบ่งออกเป็น 3 ด้านใหญ่ ๆ คือ

1. การบรรยายเหตุการณ์ สถานการณ์ที่เกิดขึ้น

2. ความรู้สึกและความคิดเห็นส่วนตน

3. การตีความแปลความหมายการสรุปพฤติกรรม การเรียนรู้จากข้อมูลที่ได้

ข้อดีของการสังเกต

1. เด็กไม่ต้องใช้ความสามารถด้านอ่าน-เขียน

2. เด็กอยู่ในสภาพธรรมชาติ

3. กิจกรรมประจำวันดำเนินตามปกติ

4. ทำให้ครูได้ข้อมูลโดยตรง

5. วิธีการเหมาะสม เป็นที่ยอมรับ

ข้อจำกัดของการสังเกต

1. ไม่สามารถวัดความรู้สึกที่เกิดขึ้นภายในต้องสังเกตหลายครั้ง จึงจะเข้าใจเด็กได้

2. ประสบการณ์ของผู้สังเกต การตั้งจุดประสงค์ในการสังเกต การตีความหมายพฤติกรรม

3. ระยะเวลาและจำนวนครั้งในการสังเกต

4. ทำได้ยากขณะที่ครูมีปฏิสัมพันธ์กับเด็ก

หลักการบันทึกการสังเกตพฤติกรรมเด็ก

1. ต้องบันทึกสภาวะแวดล้อมและพฤติกรรมต่างๆ ของเด็ก และคนรอบข้างด้วย

2. รายงานตามลำดับก่อน-หลัง

3. บรรยายสิ่งที่เด็กทำได้มากกว่าที่ทำไม่ได้

4. แยกการตีความ แปลความหมายพฤติกรรมออกจากข้อมูลที่ได้จากการบันทึก